[Spoiler] Recap : The Walking Dead 9 Episode 3 : Warning Signs

      เปิดตัว The Walking Dead 9 Episode 3 : Warning Signs ด้วยการเฉลยชะตากรรมของจัสติน ในท้ายตอนที่ผ่านมา แน่นอนว่าเขาถูกฆ่าตายจากคนใน ที่เราจะยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ จัสตินกลายร่างเป็นวอล์คเกอร์ ก่อนที่จะเดินออกมากจากอาคารแห่งหนึ่ง ที่มีร่องรอยของการอาศัยของคน เหมือนกับว่าในอดีตเคยมีคนอาศัยอยู่ที่นั่น จังหวะที่จัสตินเดินผ่านผนังตึก เราจะเห็นข้อความที่เขียนบนผนังว่า …เตือนครั้งสุดท้าย!…

Briana Venskus as Beatrice, Sydney Park as Cyndie, Elizabeth Ludlow as Arat, Nicole Barre as Kathy, Mimi Kirkland as Rachel – The Walking Dead _ Season 9, Episode 3 – Photo Credit: Gene Page/AMC

      ที่อเล็กซานเดรีย ริค มิโชน  และจูดิธมีช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พ่อ แม่ ลูก แม้ว่าจูดิธจะมีอาการไอ แต่ก็เป็นการป่วยทั่วไป ริคใช้เวลาทั้งหมดกับจูดิธ เล่นซ่อนแอบ ฟันดาบไม้กับมิโชน ก่อนที่ความสุขทุกอย่างจะจบลงด้วยข่าวร้าย

      สก็อต การ์ดเฝ้าเมืองของอเล็กซานเดรีย วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแจ้งข่าวริค กับมิโชนถึงปัญหา เมื่อแม็กกี้ไปพบกับวอล์คเกอร์จัสติน ขณะที่เธอกำลังไปส่งเสบียงที่แซงซัวรี ศพของจัสตินอยู่ส่งไปยังแคมป์สะพาน

      หลังจากที่ศพจัสตินส่งไปยังแคมป์สะพาน ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น พวกเซเวียร์เกรงถึงความปลอดภัยที่พวกเขาคิดว่ามันเสี่ยงเกินไปที่จะทำงานต่อไป เหตุเพราะพวกริคไม่ให้พวกเซเวียร์พกอาวุธ แม้ว่าจะมีการเจรจาหลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่เป็นผล แครอลพยายามห้ามพวกเซเวียร์ที่กำลังเดือด ทั้งเรื่องการตายของจัสติน ชาวเซียร์ที่หายไปอย่างลึกลับ และความปลอดภัยที่แทบจะไม่มี

      เมื่อถึงจุดที่เกินจะทน พวกเซเวียร์เริ่มหาอาวุธทที่พอจะหาได้ ขวาน ค้อน อุปกรณ์ทำสะพานมาปกป้องตัวเอง ขณะที่แครอล และทีมพันธมิตรที่ประจันหน้ากันเริ่มชักปืนออกมาขู่ ตอบโต้การกระทำของพวกเซเวียร์

      แดริล ที่เคยทะเลาะอย่างหนักกับจัสติน เป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งที่พวกเซเวียร์สงสัย และแอนน์ อดีตหัวหน้าแก๊งกองขยะ ก็เป็นรายต่อมาที่โดนสงสัยเช่นเดียวกัน จากปมความแค้นเดิมในอดีตครั้งที่ เซเวียร์ยกทัพไปฆ่าคนในเมืองของเธอ แต่สุดท้ายก็มีพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาช่วย

      ริค ขี่ม้าเข้ามา ห้ามทัพที่พร้อมจะห้ำหั่นกันได้ทันเวลา และบอกให้พวกเขาทุกคนกลับไปทำงาน อารัท และลอร่า สองสาวจากเซเวียร์รีบวิ่งไปริบอาวุธของพวกเซเวียร์เพื่อไม่ให้ริคเห็น ก่อนที่ทุกสายจะเกินเลย ความขัดแย้งยุติชั่วคราว เพราะพวกเซเวียร์เกรงในอำนาจของริค และกลับเข้าสู่โหมดทำงานอีกครั้ง ริคให้สัญญาจะหาตัวคนที่ฆ่าจัสตินมาให้ได้

      การตายของจัสติน ทำให้ริคกับแม็กกี้เริ่มปรึกษากันอย่างจริงจัง ริคดูออกว่าเป็นการฆาตกรรม สังเกตได้จากรอยบาดแผล ที่เป็นอาวุธคล้ายๆของแหลม ริคจึงเข้าไปคุยกับแดริล บุคคลที่ถูกสงสัยมากที่สุดในตอนนี้เพราะมีปัญหากับจัสติน และมีแรงจูงใจมากที่สุด

      บทสนทนาสุดเจ็บปวดของริค และแดริลจึงเริ่มต้นขึ้น แดริลบอกความจริงว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำ เขาไม่ได้เป็นคนฆ่าจัสติน ซึ่งริคก็รู้ดีว่าไม่ใช่ฝีมือแดริล แดริลไม่มีทางแอบฆ่าคนลับหลัง พี่ชายอย่างริครู้ดีว่าแดริลนิสัยอย่างไร แต่เขาอยากจะให้แดริลพยายามเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น พยายามก้าวข้าม แม้ว่าจะถูกสงสัย ริคอยากให้แดริลพยายามและอดทนกับเรื่องนี้

      แดริลตอบกลับโดยตั้งคำถามกับริคว่า …ทำไมพวกเซเวียร์ถึงยังมีอนาคตที่ดี..แต่กลับเกล็น..อับบราฮัม..ซาช่า..ถึงไม่ได้รับโอกาสแบบนั้นบ้าง… แม้ว่าริคได้ฟังประโยคที่สุดเจ็บปวดนี้ แต่ก็ยังพยายามบอกให้แดริลอดทน และแนะให้แดริลคิดถึงว่า ครั้งหนึ่งแดริลก็เคยทำเช่นนี้เหมือนกัน แดริลก็เคยให้โอกาสคนที่ล็อคพี่ชายของเขาไว้บนดาดฟ้า แดริลก็เคยให้โอกาสคนที่ทำผิดเหมือนกัน และครั้งนี้ริคก็อยากให้แดริลลองทำมันอีกครั้ง

      แน่นอนว่าแดริลไม่ใช่คนร้าย ริคเลยต้องไปคุยกับผู้ต้องสงสัยรายที่ 2 นั่นก็คือ แอนน์ หรือ เจดิสนั่นเอง แต่เป็นการเจรจาผ่านบาทหลวง ริคเข้ามาถามบาทหลวง ถึงการหายตัวไปของแอนน์เมื่อคืนที่ผ่านมา แต่บาทหลวงก็บอกริคว่า เมื่อคืนเขาและแอนน์อยู่เฝ้ายามด้วยกันทั้งคืน ริคเองก็รู้ว่าแอนน์ไม่ได้ทำ แต่ก็อยากจะให้บาทหลวงช่วยเป็นหูเป็นตา เฝ้าดูแอนน์ เพราะมีชาวบ้านเซเวียร์หลายคนที่สงสัยเธอ บาทหลวงรับปากจะจับตาดูเธอให้

      เวลาต่อมา บาทหลวงเปิดใจคุยกับแอนน์ จึงทำให้เรารู้ว่า เรื่องที่บาทหลวงบอกริคว่าอยู่กับแอนน์ทั้งคืน เป็นเรื่องโกหก เพราะบาทหลวงอยู่กับแอนน์เพียงชั่วครู่เท่านั้น หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกัน บาทหลวงจึงถามแอนน์ว่าหลังจากนั้นเธอไปที่ไหน เพราะริคให้เขาจับตาดูเธออยู่

      แอนน์บอกบาทหลวง ว่าเรื่องของจัสตินเธอไม่มีส่วนรู้เห็น และอยากให้บาทหลวงเชื่อใจเธอ แต่แอนน์ก็หน้าถอดสี เหมือนกับน้อยใจที่ริคใช้ให้บาทหลวงจับตาดูเธอ มันสื่อถึงความที่ริคไม่เชื่อใจเธอเหมือนกัน แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานถึง ปีกว่าแล้วก็ตาม

      อีกด้าน ริคแบ่งทีมออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อเคลียร์พื้นที่ ตรวจสอบพวกวอล์คเกอร์ไม่ให้เข้ามาใกล้แคมป์สะพาน เพราะเกรงอันตรายที่จะเกิดขึ้นเหมือนตอนที่แล้วที่แอรอนโชคไม่ดีโดนท่อนซุงทับ จากการถูกวอล์คเกอร์โจมตี

      ซินดี้ (แกนนำโอเชี่ยนไซด์) กับ แม็กกี้อยู่กลุ่มเดียวกัน พวกเธอได้รับมอบหมายให้เคลียร์พื้นที่แถวเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ซินดี้เธอนำทางอย่างชำนาญ เพราะเธอรู้และเชี่ยวชาญในเส้นทางแถวนั้น เธออ้างว่าเป็นเพราะในอดีต ก่อนที่เธอจะไปริมทะเลเธอเคยอยู่ในระแวกนี้ จนไปเจอวอล์คเกอร์ฝูงใหญ่ที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งต้องกำจัดก่อนพวกมันจะเดินไปที่แคมป์สะพาน

      ริคเรียกรวมพลกลุ่มต่างๆ ให้ไปช่วยกันที่บ้านหลังนั้น ทุกกลุ่มที่โดนเรียกไปรวมกัน และกำจัดวอล์คเกอร์จนหมด แม้ว่าจะทุลักทุเลในตอนแรก จนซินดี้เกือบจะโดนวอล์คตเกอร์เล่นงาน แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่ามีกลุ่มๆหนึ่งที่ยังไม่มาถึงที่บ้านหลังนั้น คือกลุ่ม 5 ของ เบียทริซ (สาวโอเชี่ยนไซด์) กับ อารัท (สาวเซเวียร์) พวกเขาจึงเริ่มออกตามหา จนไปเจอกับเบียทริซที่สลบอยู่ เธออ้างว่ามีคนทำร้ายเธอ และอารัทก็ถูกจับตัวไป

      ริควิตกอย่างหนัก และเรียกประชุมแกนนำทันที แครอลที่ทำหน้าที่คุมเซเวียร์อยู่เกรงว่าถ้าเรื่องนี้หลุดรอดออกไป พวกเซเวียร์จะยุติการสร้างสะพาน ริคก็เกรงถึงปัญหานี้เหมือนกัน เพราะตอนนี้ต้องเร่งทำสะพานให้เสร็จก่อนที่น้ำจะขึ้นอีกครั้ง ถ้าน้ำขึ้นสะพานที่ไม่สมบรูณ์จะพังลง และมันหมายถึง ความพยายามทุกอย่างที่ทำมาเกือบ 35 วันจะสูญเปล่า

      ในที่ประชุม มีมติว่าจะจับคู่ออกตามหาอารัท ก่อนที่ข่าวจะกระจายออกไป เพราะผู้คนเชื่อกันว่าอารัทเธอกำลังเฝ้ายามอยู่เลยต้องอาศัยประโยชน์จากตรงนี้ และได้กำหนดบทลงโทษที่คู่ควรกับคนที่ทำเรื่องนี้ อาจจะถูกขังแบบนีแกน หรือ ฆ่าตายแบบเกรกอรี่ ไม่มีใครตอบได้ แต่พวกเขาจะถูกลงโทษตามสมควร

      ค่ำคืนมาถึง แอนน์เธอได้กลับไปยังกองขยะที่อยู่เดิมของเธออีกครั้ง เธอค้นหากล่องเหล็กที่ซ่อนวิทยุสื่อสารเอาไว้ เธอใส่แบตเตอรี่ และเริ่มคุยกับใครสักคนผ่านวิทยุ ต่อเนื่องจากตอนที่แล้วที่เธอเห็นเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนืออเล็กซานเดรีย ซึ่งเธอรู้จักกับพวกเฮลิคอปเตอร์ดี เธอพูดคุยและแสดงว่าตัวว่าเธอคือ ..เจดิส.. ชื่อเก่าของเธอสมัยที่เธอยังเป็นหัวหน้าแก๊งกองขยะ

      แอนน์ หรือเจดิส เธอถามถึงเรื่องเมื่อคืนที่เฮลิคอปเตอร์บินมาเหนือเมืองว่า มาเพราะอะไร และเซเวียร์ที่หายตัวไปเป็นฝีมือพวกเขาหรือเปล่า มีเสียงผู้ชายลอดออกมาจากวิทยุสื่อสาร กับประโยคที่เหมือนจะเป็น รหัสลับถามกับแอนน์ว่า เธอมี เอ. หรือ บี.

      เหมือนกับว่าแอนน์จะเธอเข้าใจดีว่า เอ. และ บี. คืออะไร และเธอก็กำลังอยากได้อะไรบางอย่างจากพวกเฮลิคอปเตอร์ โดยสิ่งที่เธอต้องหามาแลกเปลี่ยนตามที่พวกเฮลิคอปเตอร์ขอคือ เอ. (ซึ่งเราจะยังไม่รู้ว่าคืออะไรในตอนนี้ แต่สามารถอ่านการวิเคราห์เรื่องนี้ได้ที่ – คลิก ) แอนน์รับปากจะหา เอ. มาเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เธอต้องการ

      ในที่สุดบาทหลวงปรากฎตัว และแอนน์ก็พบว่าเธอโดนสะกดรอยตามมา เธอค่อนข้างผิดหวัง และสารภาพกับบาทหลวงทั้งหมดว่า ในอดีตเธอเคยค้ามนุษย์กับพวกเฮลิคอปเตอร์ โดยนำคนไปแลกกับเสบียง แต่เธอทำไปเพราะตอนนั้นเธอต้องเลี้ยงดูผู้คนของเธอ และเธอก็เลิกทำไปแล้ว  ตลอดเวลาที่ผ่านมาเเม้ว่าเธอจะพัฒนาตัวเองขึ้น เป็นคนที่ดีขึ้น และผู้คนก็ยังไม่เชื่อใจเธอ แม้กระทั่งริคเองที่สั่งบาทหลวงให้จับตาดูเธอ ก็เพราะความไม่เชื่อใจ แต่มีคนเดียวที่เข้าใจเธอคือบาทหลวง แอนน์จึงชวนให้บาทหลวงหนีไปกับเธอ ภายใต้ข้อแม้ที่ว่า บาทหลวงห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร

      บาทหลวงจับได้ถึงข้อพิรุธ จึงปฎิเสธข้อเสนอของแอนน์ไป พร้อมกับจะนำเรื่องนี้ไปบอกริค แอนน์ผิดหวังอย่างหนัก ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับบาทหลวงคือ…ตลอดเวลา ชั้นคิดว่าคุณคือ บี… ก่อนที่แอนน์จะใช้ด้ามปืนทุบหัวบาทหลวงจนสลบไป และแอนน์ก็จับตัวบาทหลวงไว้

      อีกด้านก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการตามหาอารัทสาวเซเวียร์ที่หายตัวไป แดริลกับแม็กกี้จับคู่ออกไปตามหาด้วยกัน ขณะที่ริคจับคู่กับแครอล มาที่คู่แม็กกี้กับแดริลที่ตามหาไปจนเจอเบาะแสบางอย่าง กับลูกดอกที่ปักอยู่บนตัววอล์คเกอร์ทำให้แดริลปะติดปะต่อเรื่องได้ เขาบอกกับแม็กกี้ว่า เขารู้แล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้น การที่เซเวียร์หายตัวไป กับการตายของจัสติน เป็นฝีมือของใคร

      ริค กับแครอล ที่ตามอารัทในช่วงกลางคืน ก็ถูกหนุ่มเซเวียร์ 2 คนเล่นงาน แครอลโดนมีดจ่อคอไว้ ขณะที่ริคก็ชักปืนออกมาขู่ให้ปล่อยตัวแครอล ปมเหตุที่ทำให้พวกเซเวียร์มาลอบทำร้าย ริค และแครอล ก็คือเรื่องความปลอดภัยของพวกเขา การหายตัวไปของเซเวียร์ที่ค่อยๆหายไปทีละคน ทีละคน รวมไปถึงการตายของจัสตินด้วย ต่อมาแครอลแอบนำมีดที่ซ่อนในแขนเสื้อออกมา ริคเห็นมีดที่แครอลแอบไว้จึงออกอุบายว่ายอมแพ้ และลดปืนลง

      หนุ่มเซเวียร์ทั้ง 2 หลงกลของริค และยอมลดมีดลงจากคอของแครอล แต่ไม่ทันไรแครอลนำมีดออกมา และแทงไปที่ชายคนนั้น แต่โชคดีที่ไม่ใช่จุดสำคัญ ชายคนนั้นบาดเจ็บ และทั้งสองก็ยอมแพ้ แครอลบอกให้พวกเขาไปรักษาบาดแผลที่เต็นท์พยาบาล หนุ่มเซเวียร์ทั้งสองสงสัยว่าทำไม ริค และแครอลไม่ฆ่าพวกเขา ..ทุกชีวิตมีคุณค่า.. คือสิ่งที่แครอลบอกกับพวกเขาทั้งสอง (คำพูดของมอร์แกน)

      แดริล และแม็กกี้เดินทางมาจนถึง อาคารเก่าที่ดูเหมือนจะเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มใดสักกลุ่มมาก่อน จากนั้นก็เจอถังเชื้อเพลิงที่พวกเซเวียร์ควรจะนำไปส่งให้ฮิลท็อป มันทำให้แดริล และแม็กกี้รู้ว่าพวกเขาถูกจับมาที่นี่ เดินลึกเข้าไปด้านใน พวกเขาเจอกำแพงที่เขียนคำว่า …เตือนครั้งสุดท้าย… ไว้บนกำแพง และมันเป็นที่เดียวกับฉากเริ่มเรื่อง (ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่าน ย่อหน้าแรกดูครับ ประกอบความเข้าใจ) ถึงตอนนี้เราจะรู้แล้วว่า จัสตินถูกฆ่า ณ สถานที่นี้

      สักพัก แม็กกี้ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง พูดบังคับให้ใครสักคนพูดบางประโยค พอเดินตามเสียงเข้าไปดูใกล้ๆ ปรากฎว่าเจอ ซินดี้ เบียทริซ และสาวๆโอเชี่ยนไซด์ ยืนนำปืนจ่อหัวของ อารัท (สาวเซเวียร์) ที่ถูกจับไป และเฉลยทุกอย่างว่า เป็นแผนการของสาวๆโอเชี่ยนไซด์ 

      ซินดี้ได้เล่าทุกอย่างให้แม็กกี้ และแดริลฟังว่า สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่พวกเธอเคยอยู่มาก่อน ก่อนที่จะถูกเซเวียร์บุกถล่มโดยไซม่อน (มือขวานีแกนคนที่ตายเมื่อซีซั่น 8) และไซม่อนเองก็ได้เขียนข้อความ …เตือนครั้งสุดท้าย… บนกำแพง จัสตินที่ตายไปโดนเบียทริซฆ่า ปมเหตุเพราะจัสตินฆ่าสามีของเธอตาย และอารัทที่กำลังโดนซินดี้เอาปืนจ่อหัวตอนนี้ ก็เคยฆ่าน้องชายของซินดี้ ทั้งๆที่ตอนนั้นซินดี้ขอร้องให้ไว้ชีวิตน้องชายของเธอ น้ำตาแทบเป็นสายเลือด

      ซินดี้ได้บอกถึงแรงจูงใจของเธอ ที่หันมาทำเรื่องแบบนี้ทั้งๆที่ริคสร้างข้อตกลงยุติสงคราม เธอเล่าว่าเธอได้แรงบันดาลใจจากวิธีที่แม็กกี้ทำกับเกรกอรี่ (แม็กกี้ลงโทษคนทรยศเกรกอรี่ด้วยการแขวนคอ ต่อหน้าประชาชน) ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกว่า กฎและวิธีการของริคมันไม่ถูกต้องเสมอไป แม็กกี้เองก็รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่มีส่วนในเรื่องครั้งนี้ 

       อารัทได้ขอร้องให้แดริล และแม็กกี้ช่วยเธอ แต่ซินดี้พูดถึงความชั่วร้ายในอดีตของอารัท ที่ยิ้มแย้มในตอนที่ฆ่าน้องชายของเธอราวกับว่าไม่รู้สึกอะไร ซินดี้เค้นเอาคำพูดที่อารัทเคยพูดกับเธอก่อนที่จะฆ่าน้องชายของเธอ แม็กกี้ และแดริลก็อยากจะรู้คำพูดของอารัท ก่อนจะฆ่าน้องชายของซินดี้ จึงได้เค้นให้อารัทพูดประโยคนั้นอีกครั้ง 

      …ไม่มีข้อยกเว้น… คือคำพูดที่อารัทพูดก่อนที่จะฆ่าน้องชายของซินดี้ คำว่าไม่มีข้อยกเว้นหมายความว่า แม้ว่าน้องขอซินดี้จะยังเป็นเด็ก 11 ขวบ ก็ไม่มีขอยกเว้นใดๆทั้งสิ้น แม็กกี้ และแดริลได้ยินคำพูดนั้นที่อารัทพูด ก็เริ่มรู้สึกขึ้นความเจ็บปวดที่ซินดี้ต้องทนมาเกือบ 2 ปี แม็กกี้ และแดริลตัดสินใจหันหลัง และเดินจากไป ปล่อยให้ซินดี้ฆ่าอารัทตายในที่สุด แม็กกี้ คุยกับแดริล ถึงแนวทางของริค ว่ามันอาจจะไม่ถูกต้องกับสถานการณ์แบบนี้ แม็กกี้ และแดริลเหมือนกำลังวางแผนเพื่อไปฆ่านีแกนที่อเล็กซานเดรีย

      ในตอนจบ เซเวียร์ที่น่าจะรู้ข่าวการหายไปของอารัท (แต่ยังไม่รู้ว่าเธอตาย) พวกเขาเกรงเรื่องความปลอดภัย จึงถอนตัวในการสร้างสะพาน และเดินทางกลับไปยังฐานแซงซัวรี่ทันที สะพานที่ยังทำไม่เสร็จ และน้ำก็กำลังขึ้นมาเรื่อยๆ  (จบตอน)

Comments

comments

Leave A Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *